พลังงานสะอาดเป็นนวัตกรรมที่จะเข้ามาปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้พลังงานในอนาคต ซึ่งในปัจจุบันกำลังได้รับความนิยมและพัฒนาในระดับโลก เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายและรักษาสิ่งแวดล้อมได้ดียิ่งขึ้น ไม่เว้นแม้กระทั่งการเงินในพลังงาน เป็นระบบที่ถูกคิดค้นเพื่อให้ทุกคนสามารถเลือกลงทุนได้อย่างเหมาะสม
ในการติดตั้งโซล่าร์แต่ละครั้งมีการใช้งบประมาณที่สูง จึงมีนวัตกรรมการเงินพลังงานต่าง ๆ เข้ามาช่วยสนับสนุนลงทุนในการติดตั้งโซล่าร์เซลล์ โดยมีรูปแบบหรือสัญญาที่แตกต่างกันไป บทความนี้จะพามาทำความเข้าใจระบบการเงินพลังงาน พร้อมกับแนะนำและยกตัวอย่างนวัตกรรมการเงินพลังงานที่เพิ่งถูกคิดค้นใหม่ล่าสุดอย่าง Financial Power Innovation หรือเรียกสั้น ๆ ว่า FPI
นวัตกรรมการเงินพลังงาน คืออะไร
การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับพลังงานเป็นสิ่งที่นิยมทำกันในวงกว้าง อย่างการลงทุนในพลังงานฟอสซิล ซึ่งเป็นถ่านหิน, น้ำมัน, และก๊าซธรรมชาติ แต่ในปัจจุบันการลงทุนพลังงานสะอาดอย่างพลังงานแสงอาทิตย์ กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ซึ่งในประเทศไทยมีรูปแบบการลงทุนหลายรูปแบบ สามารถแบ่งออกได้ดังนี้
1. สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement – PPA)
PPA คือสัญญาระหว่างผู้ผลิตไฟฟ้า (เช่น บริษัทที่ติดตั้งระบบโซล่าร์เซลล์) กับผู้ซื้อไฟฟ้า (เช่น โรงงานหรือธุรกิจ) โดยผู้ให้บริการ PPA จะลงทุนติดตั้งและดูแลระบบโซล่าร์เซลล์ทั้งหมด เรียกได้ว่าเจ้าของโรงงานหรือผู้ซื้อไฟไม่ต้องลงทุนติดตั้งโซล่าร์เซลล์เลยสักบาท พร้อมกับทำสัญญาซื้อไฟฟ้าที่ผลิตได้ในราคาที่ตกลงกันไว้ ซึ่งมักจะต่ำกว่าการไฟฟ้า
ตัวอย่าง : บริษัท A ติดตั้งระบบโซล่าร์เซลล์บนหลังคาโรงงานของบริษัท B โดยบริษัท B ตกลงซื้อไฟฟ้าจากบริษัท A เป็นเวลา 20 ปี ในราคาที่ถูกกว่าค่าไฟฟ้าปกติ
สำหรับการลงทุนแบบ PPA มีจุดที่ต้องตัดสินใจก่อนการติดตั้ง เช่น เปอร์เซ็นต์การแบ่งที่สูง, สัญญาที่ยาวนาน, ข้อผูกมัดหรือรายละเอียดปลีกย่อยค่อนข้างเยอะ และสถานะทางการเงินของบริษัทต้องชัดเจน
ดังนั้นการลงทุนแบบ PPA จึงเหมาะกับ
- บริษัทที่ไม่มีเงินสดมากพอ
- บริษัทที่ไม่อยากเสี่ยงลงทุนในงบประมาณที่สูง
- บริษัทที่ไม่มีนโยบายในการกู้ หรือลงทุนขนาดใหญ่
- บริษัทที่ไม่สามารถกู้เพิ่มได้เนื่องจากมีสินเชื่อเต็มวงเงิน
2. การออกแบบ จัดหา และก่อสร้าง (Engineering, Procurement, and Construction – EPC)
EPC คือรูปแบบการดำเนินโครงการที่ผู้ให้บริการ EPC รับผิดชอบทั้งหมด ตั้งแต่การออกแบบ จัดหาอุปกรณ์ และก่อสร้างระบบโซล่าร์เซลล์จนเสร็จสมบูรณ์ แต่ลูกค้าหรือเจ้าของโรงงานจะเป็นผู้ลงทุนตั้งแต่เริ่มและเป็นเจ้าของระบบทั้งหมด
ตัวอย่าง : โรงงาน C ต้องการติดตั้งโซลาร์เซลล์ จึงว่าจ้างบริษัท D ให้ดำเนินการ EPC บริษัท D จะออกแบบ จัดหาอุปกรณ์ และติดตั้งระบบให้โรงงาน C
- สามารถลดค่าไฟได้ตามที่โซล่าร์เซลล์ผลิต 100%
- สามารถขอรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษี BOI ได้ถึง 50% จากเงินที่ลงทุน
- ไม่มีข้อผูกมัดระยะยาวเหมือนแบบ PPA
- คืนทุนไวและเป็นเจ้าของโซล่าร์เซลล์ทั้งระบบตั้งแต่เริ่มลงทุนติดตั้ง
3. การกู้เงินเพื่อโครงการ EPC (Loan EPC)
Loan EPC คือการที่ลูกค้าต้องการเป็นเจ้าของระบบโซล่าร์เซลล์ แต่ไม่มีเงินลงทุนเพียงพอ จึงขอสินเชื่อจากธนาคารหรือสถาบันการเงินเพื่อนำมาลงทุนในโครงการ EPC
ตัวอย่าง : โรงงาน E ต้องการติดตั้งโซล่าร์เซลล์ แต่ไม่มีงบประมาณเพียงพอ จึงขอสินเชื่อจากธนาคาร F เพื่อนำมาจ่ายให้กับบริษัท G ที่ให้บริการ EPC เมื่อติดตั้งระบบเสร็จสิ้น โรงงาน E จะชำระหนี้สินเชื่อ โดยธนาคารจะมีอัตราคิดดอกเบี้ยตามเรตของแต่ละธนาคารด้วย
ดังนั้นการติดตั้งแบบ Loan EPC จะต้องคำนวณดอกเบี้ยและการผ่อนชำระสินเชื่อให้ดีก่อนการติดตั้ง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินในการลงทุนอื่น ๆ ต่อไป
ไม่ว่าจะเป็นการเลือกลงทุนในพลังงานรูปแบบใด ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการและความสามารถทางการเงินของลูกค้าหรือเจ้าของโรงงาน หากต้องการลดความเสี่ยงและไม่ต้องลงทุนเอง PPA อาจเป็นทางเลือกที่ดี แต่หากต้องการเป็นเจ้าของระบบและมีงบประมาณเพียงพอ EPC หรือ Loan EPC ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ
สุมิตรา พาวเวอร์ฯ คิดค้น FPI ที่ไม่เหมือนใคร
บริษัท สุมิตรา พาวเวอร์ฯ ได้พัฒนาแนวทาง Financial Power Innovation (FPI) ที่ผสมผสานการลงทุนในพลังงานสะอาดเข้ากับนโยบายที่ให้ผลตอบแทนที่มั่นคงและมีความเสี่ยงต่ำ โดยใช้เทคโนโลยีไมโครอินเวอร์เตอร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์
FPI เป็นนวัตกรรมการเงินพลังงานที่ช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถเป็นเจ้าของระบบพลังงานแสงอาทิตย์ได้โดยไม่ต้องมีภาระในการดูแลรักษามากนัก ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ทั้งภาคธุรกิจและประชาชนสามารถลงทุนในพลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้น
ทำไม FPI ถึงน่าลงทุนมากที่สุด
FPI เป็นระบบที่ได้ประโยชน์ทางการเงินทุกฝ่าย ซึ่งเป็นระบบที่ให้เช่าโซล่าร์เซลล์ระบบไมโครอินเวอร์เตอร์ โดยลูกค้าสามารถเลือกทำสัญญาแบบที่ลูกค้าแทบไม่ต้องเสียอะไรเลย
ตัวอย่างระบบ FPI
หากลูกค้าหรือโรงงานนั้นมีการใช้ไฟฟ้าประมาณ 100,000 บาท/เดือน
มีการติดตั้งโซล่าร์เซลล์ไมโครอินเวอร์เตอร์ 100kW สามารถผลิตไฟหรือประหยัดค่าไฟได้ 60,000.- บาท/เดือน สุมิตรา พาวเวอร์ฯ คิดค่าเช่า 40,000 บาท/เดือน โดยมีสัญญาเช่าเป็นระยะเวลา 6 ปี ซึ่งเป็นครึ่งหนึ่งของระยะเวลาการรับประกันตัวไมโครอินเวอร์เตอร์ หลังจากหมดสัญญาเช่าลูกค้าจะสามารถเลือกได้ไม่ว่าจะเป็น
- รื้อถอนโซล่าร์เซลล์ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่าย
- ซื้อโซล่าร์เซลล์ทั้งระบบที่ติดตั้งอยู่ในราคารื้อถอน
- เลือกเช่าต่ออีก 6 ปี แต่มีการคิดค่าเช่าที่ 20,000 บาท/เดือน
หากพิจารณาจากตัวเลือกและรูปแบบการลงทุน จะเห็นได้ชัดว่า FPI เป็นรูปแบบการลงทุนโซล่าร์เซลล์ไมโครอินเวอร์เตอร์ ที่ทำให้ผู้ลงทุนได้รับประโยชน์สูงสุด ทั้งในแง่ของผลตอบแทนและประสิทธิภาพของระบบ พร้อมสามารถทำกำไรได้ในระยะยาว
การเลือกลงทุนในพลังงานจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การใช้งานโซล่าร์เซลล์ระบบไมโครอินเวอร์เตอร์มีความคุ้มค่ามากที่สุด รูปแบบการลงทุน FPI กับไมโครอินเวอร์เตอร์ ที่ บริษัท สุมิตรา พาวเวอร์ฯ ได้พัฒนาขึ้นเพื่อให้ลูกค้าทุกคนคุ้มค่ามากที่สุด

